5. ความสวยความงาม

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการเลือกซื้อกระเป๋าหนัง

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการเลือกซื้อกระเป๋าหนัง

หากต้องการเลือกซื้อ กระเป๋าแบรนด์ สักใบ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องทราบว่าเป็นประเป๋าหนังแท้หรือหนังเทียม ควรมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องหนังบ้างไม่มากก็น้อย เพื่อให้การเลือกซื้อตรงกับความต้องการและไม่ถูกหลอกเอาง่ายๆ ต้องทำความเข้าใจเพื่อให้คุ้นเคยกับหนังหลากหลายประเภทเป็นอย่างดี เพราะในชีวิตประจำวันของเราต้องได้ใช้สิ่งของที่ทำมาจากหนังชนิดต่างๆ แน่นอน แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าหนังมีกี่ประเภท หนังแท้ หนังเทียม ต่างกันยังไง หนังแต่ละชนิดมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง หนังแท้ เป็นหนังจากสัตว์ต่างๆ เช่น หนังวัว หนังจระเข้ หนังปลากระเบน หรือจากสัตว์ป่า จำแนกเป็น หนังดิบซึ่งได้จากหนังสัตว์ที่ตายแล้ว สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เช่น ทำหนังกลอง หนังตะลุง เป็นต้น หนังฟอกเป็นหนังดิบที่ผ่านการฟอกแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้หนังเน่าเปื่อย มีลักษณะอ่อนนุ่ม เรียบ สม่ำเสมอ สีสันสวยงาม มีความหนาตามต้องการ ซึ่งกรรมวิธีการฟอกหนัง ก็จะแตกต่างกันตามชนิดของสัตว์แต่ละชนิด หนังแท้จะมีลักษณะพื้นฐานที่สังเกตได้ง่าย คือ มีกลิ่นหนัง ผิวมีรูขุมขน ด้านหลังเป็นขนสักหลาด ซึมซับน้ำ หากอากาศเย็น เมื่อสัมผัสจะรู้สึกอุ่น ขณะที่อากาศร้อน เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเย็น สำหรับการดูแลทำความสะอาดจะทำได้ค่อนข้างยาก ลายบนผิวเป็นธรรมชาติ สำหรับในอุตสาหกรรมการฟอกหนังและการตกแต่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ลักษณะพื้นฐานของหนังเปลี่ยนไปจนไม่อาจจะใช้เป็นตัวพิจารณาเพื่อบ่งบอกความเป็นหนังแท้ได้อีกต่อไป เราสามารถแบ่งประเภทของหนังแท้ได้ดังนี้ – Full grain เป็นหนังชั้นแรกที่มีลวดลายของหนังสัตว์ธรรมชาติอยู่ หนังประเภทนี้เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นหนังหน้าของผลิตภัณฑ์เครื่องหนังต่างๆ – Split เป็นหนังที่อยู่ชั้นกลาง ซึ่งโครงสร้างของเนื้อหนังยังคงมีโครงสร้างที่ดี หนังประเภทนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นหนังหน้าในการผลิตเครื่องหนัง – Lining เป็นหนังชั้นสุดท้าย ซึ่งมีโครงสร้างที่ไม่เหมาะสำหรับนำไปทำหนังหน้า แต่ถูกนำไปทำซับในในผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง – Bonded leather เป็นเศษหนังนำไปผสมกับกาวและนำมาทำเป็นม้วนหรือแผ่น หนังประเภทนี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง หนังเทียม เป็นสารสังเคราะห์ที่นำมาทำให้มีลักษณะคล้ายหนังแท้ ประกอบด้วย หนังเทียมประเภทเลียนแบบหนังแท้  ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในลักษณะงานเช่นเดียวกันกับหนังแท้ ซึ่งส่วนมากจะพบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า เข็มขัด หนังเทียมประเภททดแทนหนังแท้ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับงานซึ่งถ้าใช้หนังแท้จะต้องสิ้นเปลืองมาก หรือปริมาณของหนังแท้ไม่เพียงพอกับความต้องการของท้องตลาด ข้อดีของหนังเทียมจะมีราคาถูกกว่าหนังแท้ ทนแดด และความชื้นมากกว่าหนังแท้ดูแลรักษาง่าย สำหรับข้อเสียรับน้ำหนักได้ไม่เท่าหนังแท้...

Read More
ป้องกันผิวหน้าจากปัญหา “กระ” ด้วยการรู้จักสาเหตุของการเกิด

ป้องกันผิวหน้าจากปัญหา “กระ” ด้วยการรู้จักสาเหตุของการเกิด

กระ เป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่สร้างความกลุ้มใจให้กับผู้ที่มีปัญหาอย่างมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้น กระก็สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย แต่รักษาได้ยาก หรืออาจไม่สามารถจัดการทั้งหมดได้ รวมถึงต้องใช้เวลาในการรักษานาน ซึ่งก็สามารถเกิดขึ้นอีกได้ ผลิตภัณฑ์ dr.jill มีความเข้าใจในความกังวลใจของผู้ที่ประสบปัญหากระ แต่ก่อนที่เราจะเลือกวิธีรักษา เราจะต้องทราบเสียก่อนว่ากระแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เพื่อให้เราสามารถปกป้องผิวหน้าจากการเกิดกระได้ กระคืออะไร กระ เป็นความผิดปกติของสีผิว มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาล มักเกิดกระจายอยู่ทั่วไปหน้า เกิดขึ้นได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง และมักที่จะเกิดขึ้นบนผิวในบริเวณที่ถูกแสงแดด เช่น ใบหน้า ลำคอ แขน เป็นต้น หรือเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ กระมักที่จะมีสีเข้ม ซึ่งจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นในฤดูร้อนที่มีแสงแดดแรง และจางลงในฤดูหนาว ประเภทของกระ กระ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท คือ 1. กระตื้น มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็กๆ มักมีขนาดไม่เกิน 0.5 เซนติเมตร มักเกิดขึ้นกระจายอยู่ทั่วบนใบหน้า เมื่อถูกแสงแดดมักจะมีสีที่เข้มขึ้น แต่หากไม่โดนแสงแดดในระยะเวลานาน สีของกระจะเริ่มจางลงไปได้เอง 2. กระลึก มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเทา เห็นเป็นเงาลึก ส่วนใหญ่มักจะพบว่าขึ้นอยู่ในบริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้าง 3. กระเนื้อ มีลักษณะเป็นตุ่มสีน้ำตาล หรืออาจเป็นสีดำ เป็นก้อนเล็กๆ อาจจะมีผิวที่เรียบหรือผิวที่ขรุขระก็ได้ บางครั้งอาจมีลักษณะคล้ายกับหูด มักพบในบริเวณใบหน้า หรือลำคอ 4. กระแดด มีลักษณะเป็นดวงสีน้ำตาล ผิวเรียบ ส่วนใหญ่มักพบว่าเกิดขึ้นในกลุ่มของผู้สูงอายุ หรือคนที่ต้องทำงานท่ามกลางแสงแดดในระยะเวลานานๆ นอกจากนี้กระแดดมักที่จะพบมากในกลุ่มผู้หญิงเอเชียเนื่องจากเกิดการสร้างเซลล์เม็ดสีขึ้นผิดที่ แม้ว่าสาเหตุหลักๆ ของผู้ที่เป็นกระ มักพบว่าเกิดจากกรรมพันธุ์เป็นส่วนใหญ่ แต่แสงแดดก็เป็นปัจจัยสำคัญ และเป็นอาหารอย่างดีของกระ ดังนั้น เราจึงต้องป้องกันตนเองจากแสงแดดให้มากที่สุด...

Read More
การรักษายังไงให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์

การรักษายังไงให้ปลอดภัยขณะตั้งครรภ์

ปกติเราไม่เคยมีปัญหาเรื่องของฝ้ามาก่อนเลย แต่พอตั้งครรภ์ทำให้ฮอร์โมนสูงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมทำให้เกิดปัญหา  ฝ้า กระ จุดด่างดำ ตามมา  นอกจากเรื่องการตั้งครรภ์ลูกน้องที่จะต้องกังวลแล้วยังต้องมากังวลเรื่องของใบหน้าที่มีฝ้าอีก คุณหมออธิบายว่ามันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คนท้องจากที่ไม่เคยมีปัญหานี้มาก่อน ต้องมาเจอจุดด่างดำบนใบหน้าของเรา เกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรน ที่มีสูงมากเมื่อตั้งครรภ์ กระตุ้นการเกิดเม็ดสีทั่วบริเวณไม่ว่าจะใบหน้า รักแร้ ขาหนีบ  หัวนม บางคนใบหน้าเด่นชัดมาก ซึ่งทำลายความมั่นใจของคุณแม่มือใหม่กันอย่างยิ่ง ซึ่งโดยทั่วไปหลังคลอดฝ้าที่เกิดจากฮอร์โมนหลังตั้งครรภ์จะหายไปเอง หากหลงเหลือก็ไม่มาก การป้องกันรักษาฝ้าขณะตั้งครรภ์ หลีกเลี่ยงการออกไปสัมผัสแสงแดด หากหลีกเลี่ยงไมได้ให้พกร่ม หรือว่าทาครีมกันแดด  แต่การจะใช้เครื่องสำอางอะไรสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ขอให้ปรึกษาหมอที่ฝากครรภ์ก่อนใช้ ไม่เว้นแม้นแต่ครีมกันแดด ส่วนคุณแม่ที่คลอดแล้วยังไม่หายจาก ฝ้ายังต้องมาทานยาคุมกำเนินก็ให้เลือกทานยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนต่ำสุด แต่ว่าข้อเสียคือ ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมนต่ำสุด ราคาแพงมากอย่างถูกก็ 300 กว่าบาท รับประทานผักผลไม้ เพื่อช่วยลดฝ้า เลือกทานผลไม้ที่มีส่วนประกอบของวิตามินซีและวิตามินอี เพื่อบำรุงผิวและไปกระตุ้นให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว หลีกเลี่ยงสภาวะเครียดและพำยายามดื่มน้ำให้มาก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างที่ทราบว่าหญิงตั้งครรภ์อารมณ์จะแปรปรวน โกรธง่าย เครียดง่าย ความเครียดจะไปกระตุ้นให้เม็ดสีทำงาน ควรฟังเพลงทำอารมณ์ให้แจ่มใสมากว่า งดรับประทานยาในการรักษาฝ้า เพราะว่าอาจจะไปทำลายกระบวนการเติบโตของ ทารกในครรภ์ได้หลังคลอดแล้วแม้นว่ารอยฝ้าจะหายไปเนื่องจากฮอร์โมนลดลง แล้วก็ไม่หายขาดก็ควรบำรุงด้วยครีมบำรุงหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA  เช่น dr.jill...

Read More
การดูแลผิวหน้า สำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแห้ง

การดูแลผิวหน้า สำหรับผู้ที่มีผิวหน้าแห้ง

ผิวหน้าของคนเรานั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งด้วยทางกายภาพ และด้วยการดูแลส่วนตัว โดยทั่วไปแล้ว ผิวหน้าคนเราจะมีผิวแห้ง ผิวมัน และผิวผสม ซึ่งยังไม่พูดถึงปัญหาผิวต่างๆ อีก ซึ่งจะต้องดูแลให้เหมาะสม ผิวหนังของเรานั้น มีความแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นผิวมัน ผิวแห้ง หรือผิวผสม แต่ละลักษณะผิว ก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่ผู้ที่มีผิวแห้ง จะมีปัญหามากกว่าผิวลักษณะอื่นเป็นพิเศษ การมีผิวแห้ง ทำให้แต่งหน้ายาก รู้สึกว่าเครื่องสำอางไม่ติดหน้า เกิดริ้วรอยได้ง่าย อาจมีอาการคัน แห้งตึงผิวหนังเป็นประจำ และแห้งแตก ซึ่งเชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายอีกด้วย โดยปกติแล้ว ผิวของคนเรา จะมีชั้นไขมันเคลือบอยู่บางๆ เพื่อเก็บกักความชุ่มชื้นไว้ในผิว และทำให้ผิวยืดหยุ่น ไม่เกิดริ้วรอยง่าย แต่ชั้นไขมันที่เคลือบอยู่นี้ก็สามารถหายไปได้ เมื่อถูกต้องกับมลภาวะ สารระคายเคือง หรือสารอื่นๆ ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้นนั่นเอง ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์ น้ำหอม และแอลกอฮอล์ เป็นสารที่ทำลายชั้นไขมันที่เคลือบผิวหนังของเรา ทำให้ผิวแห้งกร้าน และอาจเกิดอาการแพ้ได้อีกด้วย ดังนั้น หากใช้ครีมบำรุงผิวใดๆ หรือแม้แต่มอยส์เจอไรเซอร์ก็ตาม ควรดูส่วนประกอบว่ามีน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์หรือไม่ และควรหลีกเลี่ยง อากาศแห้ง อากาศแห้ง อย่างในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศ หรือในหน้าหนาว จะดึงเอาความชุ่มชื้นออกไปจากผิวของเรา ทำให้ผิวแห้งตึง และเกิดอาการคัน คุณจะสังเกตได้ว่า ในหน้าหนาว ผิวของคุณไม่มันง่าย และเมื่ออยู่ในห้องแอร์ กลับไม่รู้สึกว่าหน้ามันเลย แต่พอออกมาจากห้อง กลับพบว่าหน้ามันอย่างรวดเร็ว นั่นเพราะผิวแห้งนั่นเอง หากต้องอยู่ในอากาศแห้ง จึงควรบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำ และสามารถทาซ้ำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ การอาบน้ำอุ่นเป็นประจำ สาวๆ ที่ชอบพึ่งพาความอบอุ่นจากน้ำอุ่นเป็นประจำ ต้องคิดใหม่แล้วล่ะค่ะ เพราะแม้จะได้ความอบอุ่น แต่กลับทำให้ผิวของคุณแห้งได้ง่ายมาก หากอยากอาบน้ำอุ่น หรือมีความจำเป็นต้องอาบน้ำอุ่นจริงๆ ก็ควรปรับอุณหภูมิแค่พอหายหนาวก็เพียงพอแล้ว และอย่าลืมทาครีมบำรุงด้วยนะคะ การใช้สบู่ คุณไม่ควรฟอกสบู่มากเกินไป แค่พอสะอาดก็เพียงพอ และหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีส่วนประกอบของน้ำหอม และแอลกอฮอล์ หรือเลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับผิวหน้า และไม่ทำให้ผิวแห้งอย่างสบู่ส้ม สบู่หน้าใส เพื่อผิวหน้าเนียนนุ่ม ชุ่มชื้น สะอาด นอกจากนี้ แสงแดด และการใช้ยาบางอย่างก็มีส่วนทำให้ผิวแห้งได้เช่นกัน สิ่งสำคัญในการดูแลผิวหน้า จะต้องหลีกเลี่ยงปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทาครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์เป็นประจำทุกวัน...

Read More
มาร์คหน้าบ้างทรีทเมนท์บ้างหน้าจะใส

มาร์คหน้าบ้างทรีทเมนท์บ้างหน้าจะใส

ไม่มีความจำเป็นต้องซื้อมาร์คหน้า หรือซื้อครีม suwanan มาใช้เอง ไม่จำเป็นจะต้องเสียเงินอะไรมากมายหรอก ไม่มีความจำเป็นต้องออกไปร้านสปาหรือว่าร้านเสริมสวยให้เสียทั้งเงินและเวลาด้วย ของในบ้านก็สามารถที่จะมาร์คหรือว่าทำทรีทเมนท์หน้าได้เช่นเดียวกัน วันนี้ขอแนะนำสูตรง่ายๆรับรองเลยว่าไม่ได้ยุ่งยากเลยจำนวน 4 สูตร สูตรมะขามเปียก+มะนาว+น้ำผึ้ง วิธีทำ มะขาม 1 กำมือ แยกกากใยและเส้นออก ผสมมะนาวและน้ำผึ้ง อย่างน้อย 1 ช้อนชา  มาผสมกัน ทาพอกบนใบหน้าประมาณ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ประโยชน์ ใบหน้ากระจ่างใส เซลล์สิวที่เสื่อมสภาพ หลุดลอกออกโดยง่าย ผิวขาวขึ้นอย่างชัดเจน สูตรฟักทองบดละเอียด วิธีทำ นำฟักทองนำไปนึ่งให้สุก เมื่อนึ่งสุกแล้วนำมาบดให้ละเอียด เมื่อเย็นแล้วนำมาพอบนใบหน้า ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก ประโยชน์ ฟักทองจะช่วยเติมความกระจ่างใสให้ใบหน้าเพราะอุดมใบด้วยวิตามินอีและสารต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังทำให้หน้าเนียนนุ่ม เหมือนเด็กวัยสาว 18 ปี สดใส เปล่ง ปลั่ง สุขภาพดีแน่นอน สูตรกล้วยหอมบดละเอียด วิธีทำ เป็นผลไม้ที่หาง่ายแถมไม่ยุ่งยาก สามารถซื้อทีเดียวเอามารับประทนได้ด้วยแล้วยังเอามาพอกหน้าได้ด้วย ไม่ต้องนึ่งต้องต้มให้มันเสียเวลาอีกด้วย โดยนำมาบดละเอียดแล้วนำมาพอกหน้าแล้วค่อยล้างออก ประโยชน์ ทำให้ผิวเนียน นุ่มและชุ่มชื้นและมีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติอีกด้วย สูตรขมิ้นและนมสด วิธีทำ นำผงขมิ้นมาผสมกับนมสดที่วางขายทั่วไป ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกตัวหลังจากอาบน้ำ ประโยชน์  ทำให้ผิวเนียนเกลี้ยงเกลา และยังนุ่มมาก...

Read More
ข้าวเหนียวมะม่วง ตัวการของความอ้วนที่ร้ายกาจ

ข้าวเหนียวมะม่วง ตัวการของความอ้วนที่ร้ายกาจ

อาหารที่เรากินกันอยู่ในชีวิตประจำวันหรือได้พบเห็นนั้น ส่วนใหญ่มักทำให้เกิดโรคอ้วน หรือการสะสมไขมันมากเกินไปในร่างกายได้ทั้งสิ้น เพราะในปัจจุบันนี้เราไม่ค่อยได้ควบคุมโภชนาการอาหารอย่างมีวินัย และเลือกกินตามใจปาก จนต้องมานั่งเสียใจเมื่อรู้ตัวอีกทีก็อ้วนเสียแล้ว ของหวาน เป็นอาหารที่หลายๆ คนโปรดปรานเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อทานแล้วช่างมีความสุข อารมณ์ดี และผ่อนคลายความเครียดได้อย่างมาก หน้ามะม่วงเวียนมาถึงอีกแล้ว มองไปทางไหนก็มีข้าวเหนียวมะม่วงอยู่เต็มไปหมด สีเหลืองเชิญชวน ยั่วยวนเสียเหลือเกิน แต่ผู้ที่ชอบทานข้าวเหนียวมะม่วง หรือชอบทานข้าวเหนียวน้ำกะทิต่างๆ นั้น คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง แคลอรี่สูง และทำให้อ้วนได้ง่ายๆ แม้ว่าข้าวเหนียวมะม่วง จะช่วยเพิ่มความสดชื่นให้มื้ออาหาร อิ่มท้อง และได้รับวิตามินเอและอีจากกะทิ แต่ก็มีผลเสียต่อร่างกายหลายอย่าง หากไม่รู้จักทานอย่างเหมาะสม เช่น – มีแคลอรี่สูง ทำให้น้ำหนักเกินได้ – แป้งข้าวเหนียวเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์ได้ ถ้าหนักข้าวเหนียวเกินไปทำให้เกิดอาการไขมันจุกตับได้ – กะทิและข้าวเหนียวมีธาตุเค็มที่เร่งให้เกิดความดันโลหิตสูงได้ – มะม่วงสุกหวานกับข้าวเหนียวหวานมันกระตุ้นอาการอักเสบ ร้อนในได้ – ถ้ากินร่วมกับอาหารมื้อหลักอาจทำให้นอนไม่หลับหรือรู้สึกไม่สดชื่นเพราะให้พลังงานสูงมาก ทำให้อิ่มเกินไป และจุกแน่นได้ หากต้องการรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงจริงๆ เราก็เข้าใจค่ะ และขอแนะนำวิธีรับประทานข้าวเหนียวมะม่วงที่จะทำให้ไม่อ้วน หรือไม่รับแคลอรี่เข้าร่างกายมากจนเกินไป 1. ให้หนักมะม่วงมากกว่าข้าวเหนียว 2. ควรใช้ข้าวเหนียวดำแทน เพราะมีไฟเบอร์และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ชั้นดี 3. ควรทานเป็นมื้อหลัก ไม่ใช่มื้ออาหารว่าง หรือหลังจากรับประทานมื้อหลัก 4. ให้ทานทีละน้อยๆ ในสัดส่วน 2:1 เช่น มะม่วง 1 ลูก ต่อข้าวเหนียวเท่าปริมาณมะม่วงครึ่งลูก เป็นต้น 5. ควรเน้นทานในมื้อกลางวัน หรือบ่ายๆ เพื่อจะได้อิ่มท้องได้ตลอดทั้งวัน หากเรารู้จักทานให้พอเหมาะ ทานให้พอหายอยาก หรือค่อยๆ ลดปริมาณจนตัดอาหารบางอย่างที่แคลอรี่สูงออกไปได้ ก็จะช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ดีขึ้น และมีสุขภาพดีขึ้นอีกด้วย และอีกหนึ่งวิธีที่คุณสามารถทำได้คือให้อาหารเสริมลดน้ำหนัก praya by...

Read More