Posts by admin

การจัดการบ่อกุ้งด้วยจุลินทรีย์อีเอ็มคืออะไร

การจัดการบ่อกุ้งด้วยจุลินทรีย์อีเอ็มคืออะไร

ในปัจจุบันนี้ นอกจากกุ้งแม่น้ำ หรือกุ้งทั่วไปจะเป็นที่นิยมในการบริโภคแล้ว กุ้งฝอยก็ยังคงได้รับความนิยมมากเช่นกัน อีกทั้งมีราคาดี กุ้งฝอย แต่เดิมนั้นพบได้ในแหล่งน้ำต่างๆ แต่เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและการบุกรุกต่างๆ ทำให้แหล่งที่อยู่อาศัยของกุ้งฝอยในธรรมชาติลดน้อยลง จึงทำให้มีเกษตรกรหันมาเลี้ยงกุ้งฝอย และเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าจะสร้างรายได้ที่ดีให้กับเกษตรกรได้ กุ้งฝอยนั้น เลี้ยงได้ในหลายลักษณะเหมือนกับการเลี้ยงปลา หรือกุ้ง ทั้งกระชัง กระชังบก ในบ่อ เป็นต้น กุ้งฝอย เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจทางเลือกหนึ่งที่สามารถเลี้ยงไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน หรือจะเลี้ยงเชิงพาณิชย์เพื่อการค้าก็ได้ กุ้งฝอย เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็ก พบได้ทั่วไปในภูมิภาคของประเทศไทย นิยมนำมาบริโภคกันทั่วไป ประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เช่น กุ้งเต้น ทอดมันกุ้ง กุ้งฝอยทอด พล่ากุ้ง จ่อมกุ้ง ซึ่งกุ้งฝอยมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งโปรตีนและแคลเซียม ลักษณะโดยทั่วไปของกุ้งฝอย ชอบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือเกาะตามพรรณไม้น้ำ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ ชอบน้ำขุ่น ลึกไม่เกิน 1 เมตร มีอินทรียวัตถุทับถมกัน กุ้งฝอยจะผสมพันธุ์ภายใน โดยเพศเมียจะมีไข่ขนาดเล็กๆ อยู่ในหัวและเมื่อได้รับการผสมแล้ว จะเคลื่อนที่มาอยู่บริเวณท้อง จนกว่าไข่จะแก่ เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ถ้าไข่เขียวเข้มจนเป็นสีเทาแสดงว่าไข่แก่ สภาพน้ำที่เหมาะกับการเลี้ยงกุ้งคือน้ำขุ่นเพราะจะทำให้กุ้งเจริญเติบโตได้ดีมากกว่าน้ำใส และกุ้งฝอยจะชอบน้ำที่มีสีเขียวมีแพลงก์ตอนพืชและไรแดง การจัดการบ่อกุ้งด้วยจุลินทรีย์อีเอ็ม การบำบัดน้ำในบ่อกุ้งจะใช้จุลินทรีย์อีเอ็มขยายเทลงบ่อทุกๆ 7 วัน ครั้งละ 1 ขวด เพื่อเป็นการบำบัดน้ำและเพิ่มออกซิเจนในน้ำ รวมทั้งสามารถบำรุงให้กุ้งฝอยเจริญเติบโตได้ดีขึ้นด้วย การขยายน้ำจุลินทรีย์อีเอ็มเพื่อใช้ในบ่อกุ้ง ส่วนผสม – หัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ – กากน้ำตาลหรือน้ำอ้อยสด จำนวน 2 ช้อนโต๊ะ – น้ำสะอาด จำนวน 1 ลิตร บรรจุอยู่ในขวดพลาสติกขนาด 1.25 ลิตร จำนวน 1 ขวด วิธีการทำ – เทกากน้ำตาล ผสมหัวเชื้อจุลินทรีย์อีเอ็ม อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเทลงในขวดน้ำพลาสติกที่เตรียมไว้ – ปิดฝาให้สนิทเขย่าให้เข้ากัน ตั้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 7 วัน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ เรียกว่า จุลินทรีย์อีเอ็มขยาย เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถจัดการกับบ่อกุ้ง บำบัดและเพิ่มออกซิเจนในน้ำ...

Read More
ดรายแชมพู เคล็ดลับผมสวยของสาวยุคนี้

ดรายแชมพู เคล็ดลับผมสวยของสาวยุคนี้

ในแต่ละยุคแต่ละสมัย สูตรเพื่อการดูแลเส้นผมให้เงางามนั้นก็จะแตกต่างกัน และมีวิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จามยุคสมัยและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สำหรับในยุคนี้ เราได้รู้จักกับดรายแชมพู อีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลเส้นผมที่คนยุคนี้ต้องไม่พลาด ดรายแชมพู (Dry Shampoo) หรือสเปรย์สระผมแห้งนั้น ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดเส้นผมอย่างหนึ่ง ที่นอกจากจะช่วยลดความมันบนหนังศีรษะได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว ยังช่วยทำให้เส้นผมหนาหนุ่ม ดูมีวอลุ่ม และอยู่ทรงสวยยาวนานตลอดวัน ในยุครีบเร่งเช่นนี้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ค่อยมีเวลาสระผม หรือในบางครั้งก็แอบขี้เกียจที่จะสระผม ดรายแชมพู หรือสเปรย์สระผมแห้ง ถือเป็นตัวช่วยที่ตอบโจทย์ได้ดีที่สุด เพราะตัวสเปรย์จะช่วยทำความสะอาดเส้นผม ลดความมันบนหนังศีรษะ แถมยังเพิ่มความหอมให้กับเส้นผมได้ดีราวกับเพิ่งสระผมมาหมาดๆ การจะใช้ดรายแชมพูให้มีประสิทธิภาพจะต้องปฏิบัติดังนี้ 1. ฉีดสเปรย์สระผมแห้งหรือดรายแชมพูลงตรงโคนผม ไม่ควรฉีดใกล้เกินไป เพราะจะทำให้ละอองสเปรย์กระจายไม่ทั่วถึง และเกิดคราบขาวติดเส้นผมได้ ทางที่ดีควรฉีดให้ห่างจากหนังศีรษะประมาณ 5-6 นิ้ว โดยยกผมเป็นช่อๆ เพื่อให้สเปรย์ลงตรงโคนผมพอดี 2. ไม่ควรฉีดดรายแชมพูมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เส้นผมจับตัวเป็นก้อนแห้งๆ หนาๆ ได้ 3. เมื่อฉีดดรายแชมพูทั่วเส้นผมแล้ว ใช้นิ้วค่อยๆ นวดบริเวณโคนผมและหนังศีรษะ เพื่อให้ดรายแชมพูกระจายทั่วพื้นที่ และทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที เพื่อให้สเปรย์เซ็ตตัว 4. ใช้ไดร์เป่าผม เป่าให้ทั่วๆ บริเวณโคนผมประมาณ 30 วินาที 5. ขณะที่เป่าผม ใช้แปรงหวีผมเพื่อจัดทรงผมตามที่ต้องการ เพียงเท่านี้ก็ได้ผมสวยนุ่มลื่นเหมือนเพิ่งสระผมใหม่แล้วล่ะค่ะ ทั้งนี้เพราะความร้อนจากไดร์เป่าผม จะช่วยให้ดรายแชมพูกระจายตัวได้ทั่วหนังศีรษะ ช่วยให้เกาะเส้นผมได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังช่วยล็อกความมันได้ดี จึงทำให้ดรายแชมพูอยู่ได้นานยิ่งขึ้นนั่นเอง ข้อควรระวังในการใช้ดรายแชมพู แม้ว่าดรายแชมพูจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็ไม่ควรใช้ติดต่อกันทุกวัน เพราะจะทำให้หนังศีรษะอุดตัน และเกิดเป็นรังแคได้ ดรายแชมพูช่วยให้เส้นผมของคุณดูสวยดูมีวอลุ่ม ไม่มัน ไม่ลีบแบน แต่ก็ต้องใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสมด้วยนะคะ ก็เหมือนกับ แชมพูแก้ผมร่วง ที่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง...

Read More
เลือกกางเกงขาสั้นยังไงให้เข้ากับแฟชั่น

เลือกกางเกงขาสั้นยังไงให้เข้ากับแฟชั่น

ประเทศไทยเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนค่อนข้างจะยาวนานมากกว่าที่อื่นทำให้การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องเน้นที่โล่งและโปร่งสบายเอาไว้ก่อน หน้าร้อนที่ยาวนานนั้นทำให้การใส่กางเกงขายาวนั้นไม่เหมาะสมคงจะไม่ใช่ช่วงของหน้าร้อนแต่เพียงอย่างเดียวหน้าฝนการใส่ ดูไม่เหมาะกับสภาพอากาศสักเท่าไร กางเกงขาสั้นที่เราใส่ควบคู่กับ เสื้อกล้ามทอม ดังนั้นกางเกงขาสั้นจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับทอมใครหลายคน แถมยังเป็นเทรนด์แฟชั่นที่กำลังฮิตมาก ๆ อีกด้วย วันนี้เราจึงมีเทคนิคในการที่จะทำให้การเลอืกกางเกงขาสั้นของเรานั้นมันดูเหมาะสมกับการแต่งกายของเราในแต่ละวันด้วย 1. ต้องดูกาลเทศะว่าเหมาะสมหรือไม่ สิ่งแรกที่ทอมทั้งหลาย ควรคำนึงถึงก่อนที่จะใส่กางเกงขาสั้นไปทำงานคือ ต้องแน่ใจว่าวันนั้นเป็นวันทำงานปกติ ไม่มีการพบปะที่เป็นทางการ เช่น การประชุมหรือว่าการพบปะกับลูกค้า ซึ่งบางสำหนักงานก็ไม่อนุญาตให้ใส่เพราะว่าการใส่กางเกงขาสั้นอาจดูไม่ค่อยสุภาพเท่าไร แต่หากบางทีไม่ได้เน้นในเรื่องของพิธีการอะไรมากมายการใส่กางเกงขาสั้นมาทำงาน โดยไม่ได้เน้นที่สีฉูดฉาดนั้นย่อมที่จะทำได้ โดยสีที่เรานั้นนิยมใส่คู่กับกางเกงขาสั้นคือ สีพื้นคู่กับเสื้อเชิ้ต เท่านี้ก็พอแล้ว 2. เสื้อสูทกับกางเกงขาสั้นที่มีสีเข้ากัน บอกได้เลยว่าทั้งใส่สบายอีกทั้งยังไม่ตกเทรนด์อีกด้วย สามารถที่จะเสริมลุคให้ดูสบาย ๆ ด้วยการเลือกสูทสีที่ชอบ ไม่เน้นที่ฉูดฉาดจนสะดุดตาเกินไป การเลือกสีของกางเกงขาสั้นให้เป็นโทนสีเดียวกันกับสูท 3. กางเกงขาสั้นกับลุคชิล ๆ สำหรับวันสบายๆ สามารถที่จะใส่ไปเที่ยวได้อย่างดี เช่น การไปเที่ยวทะเล การเดินเล่นริมหาดทราย คู่กับรองเท้าแตะจะเลือกใส่รองเท้าแตะ 4. เสื้อแนวสปอร์ตกับกางเกงขาสั้น ก็ช่วยเสริมลุคให้คุณดูดีแค่สวมเสื้อยืดสีพื้นมาใส่คู่กับกางเกงขาสั้นโดยเลือกสีที่มีโทนใกล้เคียงกัน 5. เลือกกางเกงขาสั้นที่พอดีกับรูปร่างไม่ใหญ่มากจนเกินไป จะทำให้ดูไม่ดีและรัดเกินไปก้จะทำให้อึดอัด ดังนั้นพยายามเลือกกางเกงที่พอดีตัว 6. ดูแลผิวตัวเองด้วย นอกจากใส่กางเกงขาสั้นจะทำให้เกิดปัญหาผิวดำได้ง่ายดังนั้นอย่าลืมทาครีมกันแดด...

Read More
การเลี้ยงปลาแรด สามารถทำได้อย่างไร

การเลี้ยงปลาแรด สามารถทำได้อย่างไร

เรารับประทานปลาเป็นอาหารกันมานานมากแล้วตั้งแต่ในยุคเริ่มต้น ปลาถือเป็นอาหารที่อยู่คู่ทุกสังคม ในสังคมไทยชองเราก็เช่นกัน ปลาที่เราเลี้ยงและรับประทานกันนั้นมาจากหลายสายพันธุ์ และมีการเลี้ยงที่แตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสม รวมถึงมีทั้งปลาทะเล และปลาน้ำจืด ปลาเป็นอาหารที่มีประโยชน์ และการเลี้ยงปลาสามารถทำได้หลายวิธี เช่น เลี้ยงใน กระชังปลา ในนาข้าว ในบ่อดิน เป็นต้น วันนี้เราจะพูดกันถึงปลาอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมในการนำมาเลี้ยง และเป็นปลาสายพันธุ์ของไทยเรานั่นก็คือ ปลาแรด ปลาแรดเป็นปลาขนาดใหญ่ ซึ่งมีขนาดความยาวถึง 65 เซนติเมตร ปลาแรดทำรังวางไข่ด้วยเศษไม้ใบหญ้า ในระดับใต้น้ำ 30 เซนติเมตร ไข่มีน้ำหนักเท่ากับน้ำ ลอยตัวอยู่ในรัง ลูกปลาที่ฟักเป็นตัวจะลอยหงายท้อง จนกว่าไข่แดงจะยุบ ใช้เวลาประมาณ 5 วัน จึงจะเริ่มกินอาหาร ปลาแรดจะวางไข่ตลอดปีในบ่อที่กว้าง เป็นปลาที่เนื้อมีรสชาติดี นิยมใช้ปรุงอาหาร และอยู่ในความสนใจของชาวยุโรป มีผู้นำไปเลี้ยงในฝรั่งเศส การเลี้ยงปลาแรดแพร่กระจายทั่วไป ในอินโดนีเซีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีน อินเดีย ศรีลังกา และฟิลิปปินส์ ปลาแรดวางไข่ตามธรรมชาติในบ่อ ซึ่งมีพันธุ์ไม้ น้ำจำพวกหญ้าหรือกก ซึ่งปลาแรดได้อาศัยทำรังวางไข่ ผู้เลี้ยงปลาอาจจะเตรียมรังไข่ ซึ่งสานด้วยไม้ไผ่ไปวางตามชายฝั่งใต้ผิวน้ำ 20 เซนติเมตร บ่อสำหรับปลาแรดวางไข่มีขนาดประมาณ 100 ตารางเมตร ปล่อยแม่ปลา 10 ตัว พ่อปลา 5 ตัว อาหารที่ใช้เลี้ยงประกอบด้วย ใบมันสำปะหลัง ใบแค หรือพืชอื่นๆ 5 กิโลกรัม ต่อบ่อต่อวัน และรำข้าว 4 ลิตรต่อบ่อต่อ 3 วัน สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ปลาจะใช้เวลาทำรังประมาณ 10 วัน หลังจากทำรังเสร็จแล้ว 3 วัน ปลาจะเริ่มวางไข่ แต่ละรังจะมีไข่ 3,000-4,000 ฟอง และไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 5 วัน ลูกปลาแรดกินแพลงก์ตอนสัตว์ และเมื่อมีอายุ 10 วัน จะมีความยาว 1 เซนติเมตร จะนำมาปล่อยเลี้ยงในบ่อดินขนาด 40-200 ตารางเมตรต่อลูกปลา 1 รัง ให้ปลวกเป็นอาหารบ่อละ 1 ช้อนชาต่อวัน และให้กากถั่วสมทบอีกประมาณ 2 ช้อนชาต่อวัน เมื่อลูกปลาอายุ 3 เดือนจะมีความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร และเมื่ออายุ 5 เดือน จะมีความยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ลูกปลาขนาดดังกล่าวจะกินอาหารพวกพืช เช่น แหนเป็ด แหนตีนตุ๊กแก หรือใบพืชหั่นฝอย ปลาแรด เป็นปลาที่โตช้า ต้องเลี้ยง 2-3 ปีจึงจะโตได้ขนาดที่ตลาดต้องการ และให้ผลผลิตต่ำ คือประมาณ 40 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี อย่างไรก็ตาม ปลาแรดก็ยังถือเป็นปลาสายพันธุ์ไทยชนิดหนึ่งที่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่นิยมในบางพื้นที่ หรือในบางประเทศ...

Read More
ดูแลตัวเองดีๆ ในชีวิตประจำวัน คุณเองก็มีผมสวยได้

ดูแลตัวเองดีๆ ในชีวิตประจำวัน คุณเองก็มีผมสวยได้

การดูแลเส้นผม ใครว่าจะต้องเจาะจงที่การดูแลเส้นผมและหนังศีรษะโดยเฉพาะเท่านั้น แม้ว่าการดูแลอย่างเฉพาะเจาะจงจะมีความสำคัญ แต่การดูแตนเองให้ดีในชีวิตประจำวันของคุณ ก็สามารถช่วยให้คุณมีผมสวย นุ่มสลวย และลดอาการผมร่วงได้เช่นกัน การปฏิบัติตนต่างๆ ที่คุณควรดูแลตนเองในชีวิตประจำวันให้ดี และมีผลต่อสุขภาพเส้นผมของคุณอีกด้วย มีดังต่อไปนี้ รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและโปรตีน แค่บำรุงเส้นผมภายนอกนั้นอาจไม่เพียงพอ ต้องบำรุงตั้งแต่ข้างในด้วย โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อเส้นผม เช่น ถั่วดำ งาดำ ผักใบเขียว เมล็ดบัว ไข่แดง ตับอ่อน เนื้อสัตว์ ธัญพืชต่าง ๆ เพราะอาหารจำพวกนี้อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก โปรตีนและวิตามินต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญของเส้นผม ช่วยเพิ่มออกซิเจนแลกเปลี่ยนระหว่างเซลล์ได้มากยิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงกาเฟอีนและนิโคติน สารพิษในบุหรี่นั้นขัดขวางระบบไหลเวียนโลหิตในร่างกาย ส่วนกาเฟอีนในชาและกาแฟทำให้เส้นเลือดหดตัว ซึ่งไปขวางทางออกซิเจนและอาหารที่จะไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ รวมไปถึงเซลล์เส้นผมของเรา ส่งผลให้ผมของเรานั้นขาดสารอาหารและออกซิเจนจนเป็นสาเหตุของการหลุดร่วงได้ ไม่เครียด ทำจิตใจให้สบาย อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าสาเหตุของผมหลุดร่วงนั้นมีหลายปัจจัย วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือแก้จากต้นเหตุ หากคุณรู้ตัวว่าสะสมความตึงเครียด ก็ให้หากิจกรรมสนุกๆ ทำดีกว่า อย่ามัวแต่วิตกกังวล ปล่อยใจให้สบายๆ ร่าเริงเข้าไว้ เพราะความเครียดไม่ใช่แค่เป็นต้นเหตุทำให้ผมหลุดร่วงเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นเหตุของโรคอื่นๆ ตามมาอีกมากมายอีกด้วยนะ รู้อย่างนี้แล้ว ทำจิตใจให้แจ่มใสไว้นะคะ ไม่ตากแดด แสงแดดนอกจากจะทำร้ายผิวหนังของเราแล้วยังทำลายเส้นผมของเราด้วยเช่นกัน เพราะรังสียูวีจะไปทำลายสารเคลือบผม ลดความชุ่มชื้น จนทำให้ผมแห้งกรอบ เปราะหัก หลุดร่วงได้ง่าย ดังนั้นหากหลีกเลี่ยงแสงแดดได้โดยเฉพาะในช่วงเวลาบ่ายโมงก็เลี่ยงกันไว้ก่อนดีกว่า ดูแลตนเองดี คุณก็ดูแลเส้นผมของคุณให้ดีได้เช่นกัน และหากคุณมีอาการ ผมร่วงหลังคลอด คุณก็จะต้องดูแลเส้นผมควบคู่ไปกับการดูแลลูกน้อยที่เพิ่งลืมตาดูโลกของคุณด้วย ไม่ควรปล่อยไว้อย่างเด็ดขาด...

Read More